เมื่อรถโม่คอนกรีตมาถึงหน้างาน หลายคนให้ความสนใจกับคำถามว่า “ปูนมาถึงแล้ว เทได้เลยไหม?” แต่ก่อนเริ่มเทคอนกรีต สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ใบส่งคอนกรีต (Concrete Delivery Ticket)
ใบส่งคอนกรีตเป็นเอกสารที่ใช้ระบุข้อมูลสำคัญของคอนกรีตแต่ละเที่ยว ตั้งแต่หมายเลขรถ ปริมาณคอนกรีต กำลังอัด ประเภทคอนกรีต ค่า Slump เวลาออกจากโรงงาน และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่ง
ดังนั้น ก่อนรับคอนกรีตเข้าหน้างาน ควรตรวจสอบข้อมูลบนใบส่งคอนกรีตให้ตรงกับใบสั่ง แบบก่อสร้าง และข้อกำหนดของโครงการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการรับคอนกรีตผิดสเปกหรือผิดปริมาณ
ใบส่งคอนกรีตคืออะไร?
ใบส่งคอนกรีต (Concrete Delivery Ticket) คือเอกสารที่ติดมากับรถโม่คอนกรีตเพื่อแสดงรายละเอียดของคอนกรีตที่ถูกผลิตและจัดส่งมายังหน้างานในเที่ยวดังกล่าว
ข้อมูลบนใบส่งอาจแตกต่างกันตามระบบของแต่ละโรงงาน แต่โดยทั่วไปจะมีข้อมูลสำคัญ เช่น
- วันที่และเวลาจัดส่ง
- หมายเลขใบส่ง
- หมายเลขรถโม่
- ชื่อลูกค้าหรือโครงการ
- สถานที่จัดส่ง
- ปริมาณคอนกรีต
- กำลังอัดที่สั่ง
- ประเภทคอนกรีต
- ค่า Slump หรือค่าการยุบตัว
- เวลาออกจากโรงงาน
- รายละเอียดส่วนผสมหรือสารผสมเพิ่มตามข้อกำหนด
- ข้อมูลโรงงานผู้ผลิต
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ควบคุมงานสามารถตรวจสอบได้ว่า คอนกรีตที่มาถึงหน้างานเป็นคอนกรีตที่สั่งไว้หรือไม่
ทำไมต้องตรวจใบส่งคอนกรีตก่อนเท?
การตรวจใบส่งคอนกรีตใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้มาก
ตัวอย่างเช่น หากหน้างานสั่งคอนกรีต 240 KSC แต่รถโม่ที่มาถึงเป็นคอนกรีต 210 KSC แล้วนำไปเทโดยไม่ตรวจสอบ อาจเกิดปัญหาเรื่องกำลังอัดไม่ตรงตามแบบหรือข้อกำหนดของงาน
TQC Concrete อธิบายว่าการสั่งคอนกรีตผิดสเปกอาจเกี่ยวข้องกับหลายองค์ประกอบ เช่น กำลังอัด ประเภทคอนกรีต ค่า Slump และคุณสมบัติพิเศษของคอนกรีต ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนเทจึงเป็นขั้นตอนสำคัญของการควบคุมคุณภาพ
10 จุดที่ต้องดูบนใบส่งคอนกรีต
1. ตรวจสอบชื่อโครงการและสถานที่จัดส่ง
อันดับแรกควรตรวจสอบว่าใบส่งคอนกรีตเป็นของ โครงการและพื้นที่ก่อสร้างที่ถูกต้อง
โดยเฉพาะกรณีที่โรงงานมีรถโม่หลายคันและจัดส่งให้หลายโครงการในเวลาใกล้เคียงกัน
ควรเช็กว่า
- ชื่อลูกค้าถูกต้อง
- ชื่อโครงการถูกต้อง
- สถานที่จัดส่งถูกต้อง
- เที่ยวรถตรงกับงานที่กำลังเตรียมเท
หากข้อมูลไม่ตรง ควรสอบถามโรงงานก่อนนำคอนกรีตไปใช้งาน
2. ตรวจสอบวันที่และเวลาที่ผลิตหรือออกจากโรงงาน
เวลา เป็นข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจสอบบนใบส่งคอนกรีต
เพราะคอนกรีตผสมเสร็จไม่ได้ถูกออกแบบให้รออยู่ในรถโม่เป็นเวลานานโดยไม่มีข้อจำกัด การขนส่งและการนำไปเทจึงต้องมีการวางแผนให้เหมาะสมกับสภาพหน้างาน
เมื่อรถมาถึง ควรดูว่า
- รถออกจากโรงงานเวลาใด
- มาถึงหน้างานเวลาใด
- ใช้เวลาเดินทางนานผิดปกติหรือไม่
- มีการรอคิวก่อนเทหรือไม่
หากพบว่ารถใช้เวลาเดินทางหรือรอหน้างานนานกว่าที่คาด ควรแจ้งผู้ควบคุมงานและประสานงานกับโรงงานก่อนตัดสินใจใช้งาน
3. ตรวจสอบกำลังอัดคอนกรีต หรือ KSC
หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดบนใบส่งคอนกรีตคือ กำลังอัดของคอนกรีต
ตัวอย่างเช่น
- 180 KSC
- 210 KSC
- 240 KSC
- 280 KSC
ค่าเหล่านี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับกำลังอัดที่กำหนดของคอนกรีตตามอายุอ้างอิงและข้อกำหนดของงาน
ก่อนเทควรตรวจสอบว่า KSC บนใบส่งตรงกับแบบก่อสร้างหรือใบสั่งคอนกรีตหรือไม่
ไม่ควรเลือกคอนกรีตจากตัวเลข KSC ที่สูงกว่าแล้วคิดว่า “ใช้แทนกันได้เสมอ” เพราะการเลือกคอนกรีตต้องพิจารณาร่วมกับข้อกำหนดด้านอื่นของงานด้วย
สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่อง KSC เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความ [คอนกรีต 180 KSC, 210 KSC, 240 KSC ต่างกันยังไง?] เพิ่มเติมได้
4. ตรวจสอบประเภทของคอนกรีต
นอกจากกำลังอัดแล้ว ต้องตรวจสอบว่า ประเภทคอนกรีตตรงกับงานที่กำลังจะเทหรือไม่
คอนกรีตผสมเสร็จมีหลายประเภทและสามารถออกแบบให้เหมาะกับวิธีการก่อสร้างและสภาพการใช้งาน เช่น
- Normal Concrete
- Pumping Concrete
- Bored Pile Concrete
- Waterproof Concrete
- High Strength Concrete
- Sulphate Resisting Concrete
แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ในการใช้งานแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น หากเป็นงานเทด้วยรถปั๊ม คอนกรีตควรเป็นสูตรที่เหมาะกับการสูบผ่านระบบปั๊ม ไม่ควรดูเฉพาะค่า KSC อย่างเดียว
TQC Concrete มีบทความอธิบายประเภทของคอนกรีตผสมเสร็จและแนวทางเลือกให้เหมาะกับลักษณะงานโดยเฉพาะ
5. ตรวจสอบปริมาณคอนกรีตในเที่ยวรถ
บนใบส่งคอนกรีตจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ปริมาณคอนกรีตที่จัดส่ง ซึ่งโดยทั่วไปใช้หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร หรือ “คิว”
ตัวอย่างเช่น
ปริมาณ 5 ลูกบาศก์เมตร
หมายถึงรถเที่ยวดังกล่าวจัดส่งคอนกรีตตามปริมาณที่ระบุไว้ในใบส่ง
หน้างานควรตรวจสอบว่า
- จำนวนคิวตรงกับที่สั่งหรือไม่
- เป็นเที่ยวที่เท่าไร
- รถคันนี้เป็นรถลำดับใด
- ปริมาณสะสมตรงกับแผนการเทหรือไม่
การตรวจสอบจำนวนเที่ยวช่วยให้ผู้ควบคุมงานรู้ว่าคอนกรีตที่ส่งมาเพียงพอต่อพื้นที่ที่กำลังเทหรือไม่
หากต้องการคำนวณปริมาณคอนกรีตก่อนสั่ง สามารถใช้ [โปรแกรมคำนวณปูน TQC Concrete] เพื่อช่วยคำนวณปริมาณเบื้องต้นได้
6. ตรวจสอบค่า Slump
Slump คือค่าการยุบตัวของคอนกรีต ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดความข้นเหลวและความสามารถในการเทของคอนกรีต
ค่า Slump ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสูตรคอนกรีต วิธีการเท ลักษณะโครงสร้าง และข้อกำหนดของงาน
ดังนั้นไม่ควรคิดว่า
“Slump ยิ่งสูง ยิ่งดี”
เพราะคอนกรีตที่เหลวมากเกินไปไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพดีกว่าเสมอไป
สิ่งสำคัญคือ ค่า Slump ต้องตรงตามข้อกำหนดของคอนกรีตและวิธีการใช้งาน
หากหน้างานต้องการตรวจสอบค่า Slump ควรทำตามวิธีการทดสอบที่เหมาะสม และไม่ควรเติมน้ำลงในรถโม่เองโดยพลการ
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ [Slump Test คืออะไร? ชักสลัมพ์ปูนทำไปทำไม?] ของ TQC Concrete
7. ตรวจสอบรายละเอียดพิเศษของคอนกรีต
คอนกรีตบางงานไม่ได้ต้องการเพียง KSC และ Slump เท่านั้น แต่อาจมีข้อกำหนดพิเศษ เช่น
- คอนกรีตสำหรับงานปั๊ม
- คอนกรีตกันซึม
- คอนกรีตกำลังอัดสูง
- สารผสมเพิ่ม
- คุณสมบัติหน่วงการก่อตัว
- คุณสมบัติที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมเฉพาะ
ดังนั้นหากในใบสั่งมีการระบุคุณสมบัติพิเศษ ควรตรวจสอบว่าใบส่งคอนกรีตระบุข้อมูลสอดคล้องกับคำสั่งซื้อหรือไม่
8. ตรวจสอบหมายเลขรถโม่
หมายเลขรถโม่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการติดตามเที่ยวการจัดส่ง
ควรตรวจสอบว่า
รถที่มาถึงหน้างาน = รถที่ระบุในใบส่งคอนกรีต
ข้อมูลนี้ยังช่วยให้สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลการจัดส่งได้ หากเกิดปัญหาหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคอนกรีตในภายหลัง
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีรถโม่เข้าหลายเที่ยว การบันทึกหมายเลขรถแต่ละเที่ยวจะช่วยให้การควบคุมงานเป็นระบบมากขึ้น
9. ตรวจสอบเลขที่ใบส่งคอนกรีต
เลขที่ใบส่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับอ้างอิงเอกสารแต่ละเที่ยว
ผู้ควบคุมงานควรเก็บข้อมูลหรือถ่ายภาพใบส่งไว้ เพื่อใช้ในการ
- ตรวจสอบย้อนหลัง
- บันทึกจำนวนคิว
- ตรวจสอบลำดับรถ
- จัดทำเอกสารควบคุมงาน
- ประสานงานกับโรงงาน
- ตรวจสอบกรณีเกิดปัญหา
สำหรับโครงการที่มีการทดสอบคอนกรีตหรือเก็บตัวอย่างเพื่อทดสอบกำลังอัด ควรบันทึกเลขที่ใบส่งให้สัมพันธ์กับตัวอย่างคอนกรีตแต่ละชุดด้วย
10. ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดให้ตรงกับใบสั่งและแบบก่อสร้าง
สุดท้ายไม่ควรดูข้อมูลเพียงช่องเดียว แต่ควรนำข้อมูลบนใบส่งคอนกรีตมาเปรียบเทียบกับ
ใบสั่งคอนกรีต + แบบก่อสร้าง + รายการประกอบแบบ + ข้อกำหนดของโครงการ
ตัวอย่างเช่น
| รายการ | สิ่งที่ควรตรวจ |
|---|---|
| โครงการ | ตรงกับหน้างาน |
| วันที่ | ตรงกับวันเท |
| เวลา | ตรวจสอบเวลาออกจากโรงงาน |
| KSC | ตรงกับแบบ/ใบสั่ง |
| ประเภทคอนกรีต | ตรงกับงาน |
| Slump | ตรงตามข้อกำหนด |
| ปริมาณ | ตรงตามจำนวนที่สั่ง |
| รถโม่ | ตรงกับใบส่ง |
| คุณสมบัติพิเศษ | ตรงตามสเปก |
| เลขที่ใบส่ง | บันทึกไว้สำหรับตรวจสอบย้อนหลัง |
หากข้อมูลสำคัญไม่ตรงกัน ควรหยุดตรวจสอบก่อนเท แทนที่จะตัดสินใจใช้คอนกรีตไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง
ถ้าใบส่งคอนกรีตไม่ตรงกับที่สั่ง ควรทำอย่างไร?
หากตรวจพบว่าข้อมูลบนใบส่งไม่ตรงกับใบสั่ง ไม่ควรรีบนำคอนกรีตไปเททันที
ตัวอย่างปัญหาที่อาจพบ เช่น
- สั่ง 240 KSC แต่ใบส่งระบุ 210 KSC
- สั่ง Normal Concrete แต่ได้รับสูตรอื่น
- ค่า Slump ไม่ตรงตามที่กำหนด
- ปริมาณคอนกรีตไม่ตรงกับเที่ยวที่สั่ง
- ชื่อโครงการหรือสถานที่จัดส่งไม่ถูกต้อง
- มีการระบุคุณสมบัติพิเศษไม่ตรงกับใบสั่ง
แนวทางเบื้องต้นคือ
1. แยกรถคันดังกล่าวออกจากขั้นตอนการเท
หากยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูล ไม่ควรรีบนำคอนกรีตไปเทในโครงสร้าง
2. แจ้งผู้ควบคุมงาน
ให้วิศวกร ผู้รับเหมา หรือผู้รับผิดชอบงานตรวจสอบข้อมูล
3. ติดต่อโรงงานคอนกรีต
แจ้งเลขที่ใบส่ง หมายเลขรถ และรายละเอียดที่ไม่ตรงกัน
4. ตรวจสอบเอกสารและสเปก
เปรียบเทียบใบส่งกับใบสั่งและแบบก่อสร้างอีกครั้ง
5. บันทึกเหตุการณ์
หากเป็นโครงการที่มีระบบ QC ควรบันทึกข้อมูลและการตัดสินใจไว้เป็นหลักฐาน
สามารถเติมน้ำลงในรถโม่ได้หรือไม่?
ไม่ควรเติมน้ำเองโดยไม่ได้รับการควบคุมหรืออนุมัติตามขั้นตอนของโครงการ
เพราะการเติมน้ำเพิ่มเข้าไปในคอนกรีตอาจทำให้สัดส่วน น้ำต่อวัสดุประสาน (Water-Cement Ratio) เปลี่ยนไป ซึ่งสามารถส่งผลต่อคุณสมบัติของคอนกรีต
หากคอนกรีตมีความข้นเหลวไม่ตรงตามที่ต้องการ ควรประสานกับผู้ผลิตหรือผู้ควบคุมงานเพื่อพิจารณาวิธีแก้ไขที่เหมาะสม
ใบส่งคอนกรีตเกี่ยวข้องกับการตรวจคุณภาพอย่างไร?
ใบส่งคอนกรีตเป็นเพียง หนึ่งส่วนของระบบควบคุมคุณภาพ ไม่สามารถใช้แทนการทดสอบคอนกรีตทั้งหมดได้
การตรวจคุณภาพคอนกรีตหน้างานอาจประกอบด้วย
- ตรวจสอบสภาพคอนกรีต
- ตรวจสอบค่า Slump
- ตรวจสอบอุณหภูมิ ตามข้อกำหนด
- เก็บตัวอย่างคอนกรีต
- ทดสอบกำลังอัด
- ตรวจสอบการแยกตัวของคอนกรีต
- ตรวจสอบการเทและการจี้เขย่า
- ตรวจสอบการบ่มหลังเท
TQC Concrete มีข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพคอนกรีตทั้งการตรวจเบื้องต้นหน้างานและการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
Checklist ตรวจใบส่งคอนกรีตก่อนเท
สำหรับหน้างานที่ต้องการตรวจแบบรวดเร็ว สามารถใช้ Checklist นี้ได้
ก่อนเทคอนกรีตทุกเที่ยว ควรตรวจ 10 ข้อ
☐ ชื่อโครงการถูกต้อง
☐ สถานที่จัดส่งถูกต้อง
☐ วันที่และเวลาถูกต้อง
☐ หมายเลขรถตรงกับใบส่ง
☐ KSC ตรงกับแบบ/ใบสั่ง
☐ ประเภทคอนกรีตถูกต้อง
☐ ค่า Slump ตรงตามข้อกำหนด
☐ ปริมาณคอนกรีตถูกต้อง
☐ คุณสมบัติพิเศษตรงตามสเปก
☐ เลขที่ใบส่งถูกบันทึกไว้
หากตรวจครบทุกข้อก่อนเท จะช่วยลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการรับคอนกรีตผิดสเปกได้อย่างมาก
ตัวอย่างการตรวจใบส่งคอนกรีต
สมมติว่าโครงการสั่งคอนกรีตสำหรับงานพื้น โดยระบุว่า
210 KSC / Slump ตามข้อกำหนด / ปริมาณ 6 คิว
เมื่อรถมาถึงหน้างาน ผู้ควบคุมงานควรตรวจว่า
KSC: 210 KSC ✓
ปริมาณ: 6 คิว ✓
ประเภท: ตรงกับที่สั่ง ✓
Slump: ตรงตามข้อกำหนด ✓
เวลาออกจากโรงงาน: ตรวจสอบ ✓
หมายเลขรถ: ตรงกับใบส่ง ✓
เมื่อข้อมูลสำคัญตรงกันแล้ว จึงดำเนินการตรวจสอบคุณภาพหน้างานตามขั้นตอนของโครงการก่อนเทต่อไป
ใครควรเป็นคนตรวจใบส่งคอนกรีต?
โดยทั่วไปควรกำหนดผู้รับผิดชอบตรวจรับคอนกรีตอย่างชัดเจน เช่น
- วิศวกรสนาม
- ผู้ควบคุมงาน
- โฟร์แมน
- ผู้รับเหมา
- เจ้าของงานที่ได้รับมอบหมาย
- เจ้าหน้าที่ QC
สำหรับงานโครงสร้างสำคัญ ควรให้ผู้มีหน้าที่ควบคุมงานหรือผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบเป็นผู้ตรวจสอบตามข้อกำหนดของโครงการ
เจ้าของบ้านเองก็สามารถตรวจข้อมูลพื้นฐานบนใบส่งได้ เช่น KSC, ประเภทคอนกรีต, ปริมาณ, เวลา และหมายเลขรถ เพื่อให้มั่นใจว่าคอนกรีตที่นำมาเทตรงกับที่สั่ง
ใบส่งคอนกรีตควรเก็บไว้นานแค่ไหน?
สำหรับงานก่อสร้างที่มีการควบคุมคุณภาพ ควรเก็บใบส่งคอนกรีตไว้เป็นเอกสารประกอบงานตามระบบเอกสารของโครงการ
เพราะในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้ตรวจสอบว่า
- เทคอนกรีตส่วนใด
- ใช้คอนกรีตอะไร
- ใช้กี่คิว
- มาจากรถคันไหน
- ผลทดสอบเกี่ยวข้องกับใบส่งเลขใด
- เทในวันและเวลาใด
การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบจึงช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายขึ้น
ใบส่งคอนกรีตสำคัญอย่างไรกับเจ้าของบ้าน?
เจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องเข้าใจข้อมูลทางวิศวกรรมทุกช่อง แต่ควรตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานก่อนเทอย่างน้อย ได้แก่
1. KSC ตรงตามที่วิศวกรหรือผู้รับเหมากำหนดหรือไม่
2. ประเภทคอนกรีตตรงกับงานหรือไม่
3. ปริมาณคอนกรีตตรงกับที่สั่งหรือไม่
4. รถและใบส่งเป็นของโครงการหรือไม่
5. เวลาออกจากโรงงานและเวลาถึงหน้างานเหมาะสมหรือไม่
หากพบข้อมูลผิดปกติ ควรถามผู้รับเหมา วิศวกร หรือโรงงานคอนกรีตก่อนเริ่มเท
สรุป: ใบส่งคอนกรีตต้องดูอะไรบ้าง?
ใบส่งคอนกรีตเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยตรวจสอบว่าคอนกรีตที่มาถึงหน้างานตรงกับที่สั่งหรือไม่
ก่อนรับคอนกรีตเข้าหน้างาน ควรตรวจสอบอย่างน้อย 10 จุด ได้แก่
- ชื่อโครงการและสถานที่จัดส่ง
- วันที่และเวลา
- กำลังอัด KSC
- ประเภทคอนกรีต
- ปริมาณคอนกรีต
- ค่า Slump
- คุณสมบัติพิเศษ
- หมายเลขรถโม่
- เลขที่ใบส่ง
- ความถูกต้องเมื่อเทียบกับใบสั่งและแบบก่อสร้าง
หัวใจสำคัญคือ อย่าดูเฉพาะว่า “มีรถโม่มาส่งครบหรือไม่” แต่ต้องตรวจว่าคอนกรีตที่ส่งมาตรงตามสเปกที่งานต้องการหรือไม่
เพราะคอนกรีตที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงคอนกรีตที่มาถึงหน้างาน แต่ต้องเป็น คอนกรีตที่ตรงสเปก ตรงปริมาณ และเหมาะกับงานที่กำลังจะเท
FAQ คำถามที่พบบ่อย
ใบส่งคอนกรีตคืออะไร?
ใบส่งคอนกรีต หรือ Concrete Delivery Ticket คือเอกสารที่แสดงข้อมูลของคอนกรีตแต่ละเที่ยวที่จัดส่งจากโรงงานมายังหน้างาน เช่น KSC ปริมาณ เวลา หมายเลขรถ และประเภทคอนกรีต
ใบส่งคอนกรีตต้องดูอะไรเป็นอันดับแรก?
ควรเริ่มจากตรวจชื่อโครงการ ปริมาณ ประเภทคอนกรีต และกำลังอัด KSC ให้ตรงกับใบสั่งและแบบก่อสร้าง จากนั้นจึงตรวจเวลา รถโม่ Slump และข้อมูลอื่น ๆ
KSC บนใบส่งคอนกรีตคืออะไร?
KSC เป็นหน่วยที่ใช้ระบุกำลังอัดของคอนกรีต เช่น 180 KSC, 210 KSC และ 240 KSC การเลือกกำลังอัดควรเป็นไปตามแบบก่อสร้างหรือข้อกำหนดของวิศวกร
ถ้า KSC ในใบส่งไม่ตรงกับที่สั่งควรทำอย่างไร?
ควรหยุดการเทในส่วนที่เกี่ยวข้องและแจ้งผู้ควบคุมงานหรือวิศวกรเพื่อพิจารณา พร้อมประสานโรงงานเพื่อยืนยันข้อมูลก่อนนำคอนกรีตไปใช้งาน
Slump บนใบส่งคอนกรีตสำคัญหรือไม่?
สำคัญ เพราะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับค่าการยุบตัวและความสามารถในการเทของคอนกรีต แต่ค่า Slump ที่เหมาะสมต้องพิจารณาตามสูตรคอนกรีต วิธีการเท และข้อกำหนดของงาน
เจ้าของบ้านควรตรวจใบส่งคอนกรีตหรือไม่?
ควรตรวจข้อมูลพื้นฐาน เช่น KSC ประเภทคอนกรีต ปริมาณ หมายเลขรถ และเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าคอนกรีตที่มาถึงตรงกับที่สั่ง